ผู้ชายคนที่อีฟกำลังจะเล่าถึงต่อไปนี้ "เป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่อีฟรักที่สุดในชีวิต"
ใครจะเอาอะไร มีมูลค่าแค่ไหนมาแลกกับความรักนี้ อีฟก็คงให้ไม่ได้
เพราะทั้งหมดชีวิตนี้ ความรักแบบนี้ อีฟให้เค้าได้แค่คนเดียว.....

.................

......ป๋า เติบโตมาในครอบครัวที่มีลูก 12 คน มีผู้หญิง 6 คน ผู้ชาย 6 คน
และป๋า เป็นลูกคนที่ 12 น้องสุดท้องในครอบครัวนี้....

ครอบครัวที่ป๋าเติบโตมานั้น ไม่ได้อยู่ในฐานะที่มีอันจะกิน หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า "จน"
ใช่ค่ะ....มันคือคำว่า "จน" จริงๆ จะใช้คำว่ามีพอกินพอใช้ก็คงไม่ได้ เพราะป๋าบอกว่าครอบครัว
ในตอนนั้นจนจริงๆ....ดังนั้นชีวิตในวัยเด็กของป๋าจะเรียกว่าลำบากก็คงไม่แปลก
ป๋าใช้ชีวิตแบบเด็กบ้านนอกโดยแท้ ก็คือ ช่วยครอบครัวทำไร่ ทำนา เลี้ยงวัว ควาย
เพื่อหารายได้มาช่วยกันจุนเจือครอบครัว...เวลาที่ทานข้าวก็มักจะแบ่งเป็น 2 วง คือ
วงหนึ่งจะมีผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งวงนี้ก็จะนั่งทานข้าวกับปู่ ส่วนอีกวงหนึ่งก็จะมีผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่
และนั่งทานข้าวกับย่า ปู่ ก็จะถือโอกาสใช้เวลาในตอนที่ทานข้าวสั่งสอนลูกทั้ง 12 คนไปด้วย
ใจความสำคัญที่ป๋าจำได้ขึ้นใจก็คือ ให้ทุกคนทำแต่ความดี....
อาหารที่ป๋าและพี่ๆได้ทาน ปู่จะเป็นคนหามาเสมอ และจะเป็นปลาซะส่วนใหญ่ จะมีโอกาสได้กินเนื้อ
ก็ตอนที่มีงานบุญเท่านั้น เมนูที่ครอบครัวป๋าทานเป็นประจำก็คือ ป่นปลา กับผักนึ่ง จะมีแกงกับต้ม
เป็นบางครั้ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าป่นปลาจะทานได้มากที่สุดและทั่วถึงทุกคน เพราะถ้าเป็นต้ม
กับแกง ก็คงจะไม่พอกินสำหรับลูกทั้ง 12 คน อื่นๆก็จะได้ทานหมกปลา หน่อไม้ และเห็ดอยู่บ้าง
ในบางครั้งคราว ถ้าอาหารมีน้อยมากๆปู่กับย่าก็จะทานน้อย หรืออาจไม่ทานเลย เพื่อให้ลูก
ทั้ง 12 คนได้ทาน

ถึงแม้ว่าปู่จะจน แต่ปู่ก็ให้ลูกทุกคนได้เรียนหนังสือ แต่กระนั้นบรรดาลุงๆป้าๆก็เรียนถึงแค่ ป.4
แล้วจากนั้นก็หยุดเรียนกันหมด จะมีเพียงป้าอีก 2 คนที่เรียนถึง ป.7
....แน่นอนว่าคนเฒ่าคนแก่ในสมัยก่อนจะบอกให้ลูกรับราชการครูเสมอ เพราะเป็นอาชีพที่มั่นคง
มีรายได้ประจำ และมีเกียรติ  และในบรรดาลูก 12 คนของปู่มีเพียง 3 คนเท่านั้น ที่รับราชการ
นั่นคือ คุณลุง คุณป้า และป๋าของอีฟเอง ส่วนลุงๆป้าๆที่หยุดเรียนไป ก็ทำไร่ นา เพื่อหาเงินมาส่ง
ป๋าเรียน

การเรียนหนังสือของป๋า ตอนเรียนชั้นประถมเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน ไม่เคยได้เงินไปโรงเรียนเลย
และกลับมาทานข้าวกลางวันที่บ้าน เมื่อขึ้นมัธยมโรงเรียนนั้นอยู่ไกลจากบ้านถึง 9 กิโลเมตร
รวมเดินทางไปกลับ 18 กิโลเมตร ป๋าไปโรงเรียนด้วยการปั่นจักรยานและตื่นตั้งแต่เช้าๆเสมอ
แต่ถ้าวันไหนโซ่ขาด ป๋าก็ต้องเดินไป...ป๋าได้เิงินไปโรงเรียน 6 สลึงเป็นส่วนใหญ่ หรือจะได้
2 บาทบ้างเวลาที่ปู่พอจะมีเงิน ข้าวกลางวันก็ห่อไปทานเอง ไม่ได้ซื้อ...แต่บางครั้งปู่ก็
ไม่ได้มีเงินให้ ป๋าก็ประทังชีวิตด้วยน้ำก็อกที่โรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง...  ชุดนักเรียนของป๋า
มีเพียง 2 ชุดเท่านั้น คือชุดนักเรียนและชุดลูกเสือ ชุดเหล่านี้ป๋าจะใช้จนมันขาเขิน
ใช้จนกว่ามันจะขาดเท่านั้นถึงจะซื้อใหม่  ถึงกระนั้น ความจนเช่นนี้ ไม่ได้เป็นปัญหาใดๆ
สำหรับการเรียนของป๋า ป๋าเป็นคนขยันและตั้งใจเรียนมาก ตลอดชีวิตวัยเรียนของป๋า
จึงสอบได้แต่ที่ 1 และ 2 ไม่เคยตกจากนี้เลย ป๋าเรียนจนจบมัธยม หลังจากนั้นป๋า
ก็มาเรียนที่ราชภัฏในตัวจังหวัดสกลนคร สมัยนั้นเค้าเรียกว่า ปกศ. ต่อด้วยปกศ.สูง เอกวิจิตรศิลป์
และปริญญาตรีวิจิตรศิลป์

 


ภาพของป๋า ตอนเรียนวิจิตรศิลป์

 

เมื่อเรียนจบ ป๋าก็สอบบรรจุครู...ป๋าเล่าว่าทุกครั้งที่ท่านจะสอบ ท่านจะอ่านหนังสืออย่างหนัก
จนบางครั้งถึงกับล้มป่วยเลยทีเดียว และท่านยังบอกอีกว่าเมื่อท่านทำแบบนี้แล้ว เวลาที่ท่าน
ไปสอบ ท่านมั่นใจอย่างที่สุดว่าในบรรดาคนที่มาสอบนั้นไม่มีใครสู้ท่านได้แน่....
และมันก็จริง...ผลคือ ท่านสอบบรรจุครูได้ที่ 1 ด้วยคะแนนสูงสุดในตอนนั้น(ปลื้ม)
หลังจากนั้นมา ท่านก็บรรจุเข้าเป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ป๋าสอนที่นี่ในฐานะครูศิลปะ
ซึ่งตอนนั้นก็มีครูเพียงไม่กี่คน ท่านสอนตั้งแต่สมัยบุกเบิก...จนปัจจุบันก็เป็นโรงเรียน
ประจำจังหวัดอันดับ 2 รองจากโรงเรียนที่อีฟจบมา....

 


โรงเรียนที่ป๋าสอน ตั้งแต่สมัยบุกเบิก

ป๋าเป็นครูที่สอนด้วยความรักในวิชาชีพ และมีจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างเต็มเปี่ยม


ป๋ากับการวาดภาพผอ.โรงเรียน
 
 
ความภูมิใจในวิชาชีพของป๋า

 ....ป๋าจัดว่าเป็นลูกเพียงคนเดียวที่หัวดีที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้ง 12 คน บวกกับท่านเป็นคน
ขยัน และมีความเพียร จึงสามารถมีทุกวันนี้ได้

 

ป๋าแต่งงานกับแม่และมีอีฟตอนต้นปี 29 และมีน้องชายตอนปลายปี 30 ....ณ ขณะนั้น
ก็ยังไม่ใช่ชีวิตที่สุขสบายนัก ครอบครัวของอีฟยังลำบากอยู่มาก ไม่ถึงกับจน แต่ก็เกือบๆนะ
อีฟเองก็ถือว่าตัวเองโตมากับความลำบากเช่นกัน ครอบครัวเราย้ายบ้านถึง 5 ครั้ง
จนครั้งที่ 6 เป็นครั้งสุดท้าย ที่บ้านหลังปัจจุบันนี้ ซึ่งป๋าตัดสินใจ ยอมเป็นหนี้เพื่อที่จะ
หาหลักแหล่งที่มันคงให้ครอบครัว เพื่อที่จะไม่ต้องย้ายไปไหนอีก....


ป๋ากับอีฟที่บ้านพักครูในโรงเรียน ตอนนั้นน้ำท่วมอย่างแรง


บ้านหลังปัจจุบันจากน้ำพักน้ำแรงของป๋า

 

ความลำบาก มันยังคงมีอยู่ บางครั้งที่บ้านไม่มีอะไรกินอีฟกับน้องชาย ได้กินข้าวเหนียวทาเกลือ
แต่ก็อร่อย และิ่อิ่ม เพราะเราหิว และมีแค่นี้จริงๆ....เวลาผ่านไป ป๋าตัดสินใจซื้อรถมอเตอร์ไซค์
ยี่ห้อคาวาซากิ เอ่อ รุ่นไหนอีฟไม่รู้หรอกค่ะ แต่ถังน้ำมันใหญ่เบ้อเริ่มเลย เหอะๆ ตอนนั้นป๋า
ก็ยังเฮ้วใช่ย่อย เจ้ารถคันนี้ถูกเรียกว่า "บักจิ๊โป่ม" ๕๕๕๕ มันแปลว่าไรหว่า...จำได้ลางๆว่า
แม่เคยบอกว่า ก็ช่วงหัวมันโตๆ และคันใหญ่ด้วยน่ะ เพราะ โป่ม ภาษาอีสานแปลว่า ใหญ่ น่ะ
ก็ว่ากันไป...ถึงแม้ตอนนี้เราจะยังมีไม่มาก แต่ป๋าก็ยังพาอีฟกับน้องชายไปดูหนังที่โรงหนัง
อยู่บ้าง ถ้าจำไม่ผิดตั๋วหนังคงราคา 20 บาท เด็กไม่ต้องจ่าย สบายไป....ทุกครั้งที่ป๋าพาไปดูหนัง
หรือพาไปเที่ยวในเมือง(บ้านห่างจากตัวเมืองนิดหน่อย) ตอนขากลับก็ดึกแล้ว
และอีฟกับน้องชายก็หลับทุกครั้งไปหัวโงนเงนไปมา แม่ก็ต้องคอยประคองกลับมาเสมอ
แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือ รองเท้าหลุดค่ะ อีฟทำหลุดบ้าง น้องทำหลุดบ้างสลับกัน และแม่
ก็ต้องลงไปเก็บ เหอะๆๆ จนสุดท้ายป๋ากับแม่เลยแก้ปัญหาโดยซื้อรองเท้ารัดส้นใ้ห้ใส่
๕๕๕๕๕ หลับไปสิทีนี้ไม่มีหลุดแน่นอน....

 


รถคันแรกของป๋า "บักจิ๊โป่ม" (ขนาดรูป ยังอนาถา)

 

ชีวิตครอบครัวของอีฟเรียบง่าย และมีกินกันแค่พอดี(ไม่พออยู่หลายครั้ง)  เป็นแบบนี้มาตลอด
หลายปี แต่เราก็ดีขึ้นเรื่อยๆเพราะป๋าก็ทำทุกหนทางเพื่อให้ครอบครัวของเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
จนเริ่มมีรถยนต์ตอนอีฟอยู่ ป.5 และเราก็ค่อยๆดีขึนไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนตอนนี้ถือว่าดีกว่าแต่ก่อนมาก
สะดวก สบายมากขึ้น   เรียกว่ามากที่สุดเลยก็ว่าได้


ป๋าเริ่มทุกอย่างจากศูนย์ และตอนนี้ครอบครัวเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก

 

....จนถึงทุกวันนี้อีฟไม่เคยลืม ว่าตัวเองเคยลำบากแค่ไหน อีฟกับน้องชายไม่เคยได้ของที่อยากได้
ในทุกครั้ง เพราะเราไม่มีเงินซื้อ ป๋ากับแม่ก็ได้แต่บอกว่าเอาไว้ก่อนนะลูก มันยังไม่จำเป็น
เราก็ต้องผิดหวังกันไป จนชินและไม่เคยขออะไรพร่ำเพรื่ออีก.....อีฟกับน้องกลับบ้านเองตั้งแต่ ป.3
เราทำงานบ้านทุกอย่างช่วยกัน มันเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา...

อีฟไม่เคยคิดน้อยใจที่ตัวเองไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยแบบคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด
อีฟดีใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกป๋า ป๋าเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในชีวิต ป๋าเป็นผู้ชายที่อีฟภูมิใจที่สุด และ
ป๋าเป็นผู้ชายที่อีฟรักที่สุด ไม่มีใครมาเทียบได้....อีฟนึกขอบคุณคุณปู่ ที่ท่านได้สอนให้ลูกๆ
เป็นคนดี ทำให้ป๋าเป็นคนดี และทำให้ป๋าสอนลูกๆเป็นคนดีเช่นกัน
อีฟอยากขอบคุณความจน ความยากลำบาก ที่ทำให้อีฟมีป๋าที่น่าภาคภูมิใจที่สุด
อีฟขอบคุณความลำบากของครอบครัว ที่ทำให้อีฟมีหัวใจที่เข้มแข็ง มั่นคง และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง
อีฟอยากขอบคุณที่ทำให้อีฟเกิดมาเป็นลูกป๋า...ต่อให้เทวดามาเสนอให้ไปเกิดเป็นลูกคนรวย
อีฟก็ไม่เอา อีฟไม่แลกกับอะไรทั้งนั้น ป๋าของอีฟรวยอยู่แล้ว ท่านรวยความดี และรวยความรัก
ที่มีให้ครอบครัว แล้วอีฟยังจะต้องการอะไรอีก...จะต้องการสบายแค่ไหนกัน
แค่นี้ก็สบายมากพอแล้ว ป๋าของอีฟยังลำบากกว่านี้เป็นหลายเท่า มันเทียบกันไม่ได้เลย
บอกคนอื่นแบบไม่อาย ว่าเรามันก็เคยเป็นเด็กบ้านนอกแหละน่า...อีฟเป็นเด็กบ้านนอกนะ
อีฟเคยจนมากมายเลยนะ

ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำอะไรมาพูดถึงป๋าดี มันตื้นตัน เวลาที่พูดถึงความลำบากต่างๆนานาของป๋าทีไร
อีฟก็น้ำตาจะไหลทุกที ป๋าของอีฟ ภูมิใจจังเลยค่ะ...ทุกครั้งที่คิดเรื่องนี้แล้วมองหน้าของป๋า
น้ำตามันจะไหล ขณะที่พิมพ์อยู่นี่ก็เช่นกัน
นอกจากป๋าจะเป็นคนดี ป๋าเป็นลูกที่กตัญญูมาก ป๋ารักปู่และย่ามาก

เช่นเดียวกัน มันเป็นกฏแห่งกรรม ใครทำอะไรไว้ก็ได้เช่นนั้น อีฟเป็นลูกป๋า อีฟจึงรักป๋ามากเช่นกัน

.....ถ้าคิดว่าตัวเองลำบากแล้ว คิดถึงคนที่ลำบากกว่ามั่งนะคะ ...แน่ใจแล้วหรือ ว่าที่เราเป็นอยู่
นั่นคือลำบากมากแล้ว....

....สุดท้ายนี้แค่อยากจะบอกว่าพ่อแม่ควรเป็นคนที่เรารักที่สุด ควรเป็นคนที่เราคิดถึง
ควรเป็นคนที่เราเสียน้ำตาให้ .....อย่าได้รักคนอื่น คิดถึงคนอื่น เสียน้ำตาให้คนอื่นเลย
คนอื่นคนนั้นเค้าไม่ได้รักเราขนาดตายแทนได้แบบพ่อแม่หรอกนะ  ขณะที่เราร้องไห้
คร่ำครวญ เสียน้ำตาให้กับคนอื่น เค้าควรค่าแล้วหรือ ที่เราต้องไปเสียน้ำตาให้
อย่าได้มัวแต่ไปรักคนอื่นแต่ลืมรักพ่อแม่เลยนะ.....ไม่น่าเศร้าไปหน่อยเหรอที่เรารักคนอื่น
มากกว่าพ่อแม่ของเราน่ะ  รักพ่อแม่มากๆนะคะ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ในบ้านนะ
โตแล้วก็ยังกราบไหว้ท่านได้ทุกวันค่ะ

.....วันนี้วันที่ 6 สิงหาคม เป็นวันคล้ายวันเกิดของป๋า
....สุขสันต์วันเกิดค่ะป๋า เอนทรีนี้เขียนเพื่อป๋าของอีฟนะ  รักป๋าค่ะ

นี่แหละค่ะ "ผู้ชายคนเดียวของชีวิต" ของอีฟ ผู้ชายคนไหนก็ไม่อาจเทียบได้

 


ป๋าไม่ได้รวยตั้งแต่เกิด แต่อีฟก็ภูมิใจที่ได้เป็นลูกป๋า

 

ปล.ขอโทษด้วยนะจ๊ะ ถ้าเป็นคนขี้เกียจอ่านข้อความยาวๆ
เอนทรีนี้ยาวมาก...แต่คงตัดตอนแบบย่อความไม่ได้ เพราะทุกตัวอักษรเขียนเพื่อป๋า

Comment

Comment:

Tweet

http://www.monclers--outlet.com

#131 By Moncler Outlet (117.28.249.58) on 2012-01-13 14:38

ได้มาอ่านแล้วนะน้องอีฟ พี่ซึ้งมากเลยอ่ะ

big smile

#129 By บินสูง on 2009-12-04 10:03

อ่านทุกตัวอักษรเลยค่ะ
ซาบซึ้งมากกกก
น้ำตาจะไหล

#128 By Liping on 2009-10-28 19:32

ขอบคุณค่ะสำหรับข้อความที่ดีดี
อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น
ผู้ชายคนเดียวของชีวิตที่เราควรคิดถึงคือพ่อ ไม่ใช่ใครคนนั้น...
ดิฉันก็ไม่รู้จะขอบคุณคุณอีฟอย่างไงดี
อยากบอกว่าขอบคุณมากๆสักพันครั้งนะคะที่จุดประกายความคิดของดิฉันให้รักคนที่สมควรรัก ควรบูชาเทิดทูนคนที่สมควรเทิดทูนบูชา

การเดินทางออกจากความบ้าของดิฉันมันช่างยาวไกลเหลือเกิน แต่ก็โชคดีที่ระหว่างทางได้เจอคุณ

...ดิฉันเคยทำร้ายหัวใจของพ่อหลายครั้งเพื่อผู้ชายคนนั้นเพียงคนเดียว ดิฉันคงจะเป็นคนที่ผิดบาปมากเลย
แต่พ่อก็ไม่เคยโกรธหรือเกลียดดิฉันเลย
เฮ้อส์

#127 By ---INFINITY--- on 2009-10-27 19:03

ดีแล้วล่ะครับ มีครอบครัวที่